วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
การปรับโครงสร้าง ศธ. ทิศทางอาชีวศึกษาจะปรับเป็นแบบใด
การปรับโครงสร้างของกระทรวงศึกษา ในส่วนของอาชีวศึกษาผมเห็นด้วยในส่วนของการกระจายภารกิจทางการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเป็นเอกภาพคล่องตัวและชัดเจนมากยิ่งขึ้นมาก ในด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ในด้านการบริหารบุคคล วิชาการ งบประมาณ และการบริหารทั่วไป โดยการปรับโครงสร้างควรจะแยกเป็น กรมอาชีวศึกษาของรัฐ กรมอาชีวศึกษาของเอกชน และกรมสถาบันการอาชีวศึกษา โดยทั้งสามส่วนก็ยังสามารถประสานความร่วมมือกันได้ อย่างไรก็ตามเมื่อปรับแล้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องดีขึ้นด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
แนวคิดการปรับโครงสร้างองค์กรศธ.ใหม่ แบบ Single command หรือจะกลับสู่ยุคองค์ชาย 14 ก่อนการปฎิรูปการศึกษา
ตามที่กระทรวง ศธ. ได้นำเสนอแนวคิดการปรับโครงสร้าง ศธ. พร้อมโมเดลโครงสร้างศธ. โดยให้มี ระดับซี 11 เพียงคนเดียว (Single command )และสลายองค์กรหลักกลับมาเป็นกรมที่มี อธิบดีซี 10 เป็นผู้บังคับบัญชา
แนวคิดการปรับโครงสร้างของ ศธ.ดังกล่าวเป็นการนำเหล้าเก่าในขวดใหม่มาปัดฝุ่นใหม่ย้อนกลับไป เมื่อ 16 ปีแห่งความหลังก่อนการปฎิรูปการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2542 การดึงศูนย์อำนาจกลับคืนสู่ส่วนกลาง โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงเป็นองค์กรรวมศูนย์อำนาจและย้อนกลับไปวังวนเดิมคือ 14 กรม มีอธิบดีซี10เป็นผู้ดูแล การ flow ของภารกิจงาน จากองค์กรหลักคือสนง.ปลัดกระทรวง ไปสู่ภาคและจังหวัดตามลำดับ โครงสร้างแบบนี้มีลักษณะหัวโตตัวลีบ อ้วนท้วน เทอะทะ สวนทางกับการปฎิรูปการศึกษาที่มีเป้าหมายการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่สถานศึกษาโดยตรง เพื่อทำให้องค์กรส่วนกลางเล็กลงและเกิดความรวดเร็ว
แนวทางการปรับโครงสร้างของศธ.แบบ Single command นี้จึงน่าจะได้ประโยชน์ เฉพาะอำนาจทีรวมศูนย์กระจุกในส่วนกลาง เรื่องตำแหน่ง และเรื่องผลประโยชน์เป็นหลักเท่านั้น
แนวคิดรูปแบบดังกล่าว คิดว่าคงจะทำให้การปฎิรูปการศึกษาล้าหลังลงไปอีก กระทรวงศึกษาธิการควรจะเรียงลำดับแนวคิดของปัญหาในปัจจุบันว่าควรจะทำอะไร ก่อน หลังมากกว่าและเร่งปรับปรุงคุณภาพ ครู นักเรียน และสถานศึกษาให้ทันกับการเปลี่ยนของสถานการณ์โลกจะดีกว่า แล้วจึงย้อนกลับมาคิดเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง
แนวคิดการปรับโครงสร้างของ ศธ.ดังกล่าวเป็นการนำเหล้าเก่าในขวดใหม่มาปัดฝุ่นใหม่ย้อนกลับไป เมื่อ 16 ปีแห่งความหลังก่อนการปฎิรูปการศึกษาเมื่อปี พ.ศ.2542 การดึงศูนย์อำนาจกลับคืนสู่ส่วนกลาง โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงเป็นองค์กรรวมศูนย์อำนาจและย้อนกลับไปวังวนเดิมคือ 14 กรม มีอธิบดีซี10เป็นผู้ดูแล การ flow ของภารกิจงาน จากองค์กรหลักคือสนง.ปลัดกระทรวง ไปสู่ภาคและจังหวัดตามลำดับ โครงสร้างแบบนี้มีลักษณะหัวโตตัวลีบ อ้วนท้วน เทอะทะ สวนทางกับการปฎิรูปการศึกษาที่มีเป้าหมายการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่สถานศึกษาโดยตรง เพื่อทำให้องค์กรส่วนกลางเล็กลงและเกิดความรวดเร็ว
แนวทางการปรับโครงสร้างของศธ.แบบ Single command นี้จึงน่าจะได้ประโยชน์ เฉพาะอำนาจทีรวมศูนย์กระจุกในส่วนกลาง เรื่องตำแหน่ง และเรื่องผลประโยชน์เป็นหลักเท่านั้น
แนวคิดรูปแบบดังกล่าว คิดว่าคงจะทำให้การปฎิรูปการศึกษาล้าหลังลงไปอีก กระทรวงศึกษาธิการควรจะเรียงลำดับแนวคิดของปัญหาในปัจจุบันว่าควรจะทำอะไร ก่อน หลังมากกว่าและเร่งปรับปรุงคุณภาพ ครู นักเรียน และสถานศึกษาให้ทันกับการเปลี่ยนของสถานการณ์โลกจะดีกว่า แล้วจึงย้อนกลับมาคิดเรื่องการปรับโครงสร้างองค์กรของกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
คนสอศ.รอบรรจุ-รอสอบบรรจุมีเฮ/
ที่ประชุม คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่11/2558 เมื่อวันอังคารที่ 3 พ.ย.58 ได้อนุมัติอัตราว่าง จากผลการเกษียญอายุราชการให้สอศ. รวม 582 อัตรา 1. ตำแหน่งผ.อ. สถานศึกษา 32อัตรา 2. ตำแหน่งครู้ช่วย 473 อัตรา
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)