วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แรงกิ้งการศึกษาระดับโลก ไทยได้อันดับที่เท่าไหร่?

Ranking การศึกษาระดับโลก
เกาหลีใต้ อันดับ 1 การศึกษาระดับโลก


วันนี้เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของพวกเราชาวไทย   นั่นก็คือวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นที่เคารพรักและเทอดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมของพวกเราชาวไทย    ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน     บทความวันนี้ ผมคิดว่าจะเขียนเรื่องอะไรดีพอดีอ่านไปเจอข้อมูลการจัด  ranking  หรืออันดับการศึกษาของโลกก็เลยนำมาเสนอให้ผู้อ่านได้ทราบ ปัจจุบันทุกๆประเทศพยายามผลักดันให้การศึกษาในประเทศของตนมีศักยภาพมากพอเพื่อพัฒนาคนในชาติให้มีความรู้ความสามารถมากพอที่จะเข้าสู่การแข่งขันและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และได้มีการจัดอันดับระบบการศึกษาไว้ว่าแต่ละประเทศอยู่อันดับใดลองมาดูกันดีกว่าครับว่าประเทศอะไรติด 3 อันดับแรก แล้วประเทศไทยเราได้อันดับที่เท่าไหร่กัน





การจัดอันดับระบบการศึกษาในปีล่าสุด(ปี 2014) ประเทศที่มีระบบการศึกษา 3 อันอับแรกได้แก่ 1.เกาหลีใต้ 2.ญี่ปุ่น  และ 3.สิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยเราได้ อันดับที่35” จากทั้งหมด 40 ประเทศที่ร่วมโครงการ(Index of cognitive skills and educational attainmentเผยแพร่โดย pearson.com) การจัดอันดับการศึกษานี้ได้รับการเผยแพร่ครั้งแรกในเดือน พฤศจิกายน 2012 และได้มีการปรับปรุงข้อมูลล่าสุดในเดือนมกราคม 2014  ซึ่งการจัดอันดับการศึกษานี้วัดได้จากองค์ประกอบ 2 ส่วนด้วยกัน คือ หนึ่งวัดจากทักษะองค์ความรู้ของเด็กในประเทศนั้นโดยประเมินจาก คะแนนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (PISA ,TIMSSและPIRLS) และอีกส่วนวัดจากอัตราการสำเร็จการศึกษาของเด็กในประเทศ




ไม่ว่าประเทศของเราจะมีการศึกษาอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ในตาราง เราก็ต้องพยายามพัฒนาคนของเราต่อไป ไม่ใช่เพื่อการแข่งขัน แต่...เพื่อที่จะทำให้คนของเราจะเป็นคนที่มีคุณภาพ และมีทักษะมากพอสำหรับการทำงาน ที่สำคัญพวกเขาเป็นเยาวชนที่จะต้องช่วยกันพัฒนาให้ประเทศเจริญก้าวหน้าต่อไป


Cr.ข้อมูลและภาพจาก
http://thelearningcurve.pearson.com/index/index-ranking

วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความเป็นไปได้ค่าตอบแทนของแรงงานอาชีวศึกษา

ข้อเสนอการตั้งค่าตอบแทนตามวุฒิการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษา

   ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบการประเมินระดับฝีมือแรงงาน(ระบบคุณวุฒิวิชาชีพที่ยังทำไม่เสร็จและยังไม่มีผลบังคับใช้)สำหรับนักศึกษาสายอาชีวศึกษาที่จบการศึกษา ดังนั้นจึงได้รับเพียงประกาศนียบัตรและปริญญาบัตรทางการศึกษาแต่ละระดับเท่านั้น เช่นระดับ ปวช.และ ปวส. ไม่มีเอกสารระบุว่าผู้นั้นมีสมรรถนะในการปฎิบัติงานอยู่ในระดับใด จึงเป็นปัญหาในการตกลงค่าตอบแทนระหว่างแรงงานและเจ้าของสถานประะกอบการว่าค่าตอบแทนจะเป็นเท่าใด  โดยเฉพาะปัจจุบันกฎหมายค่าตอบแทนแรงงานไร้ฝีมือขั้นต่ำ วันละ 300 บาทที่ออกมาแล้ว ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการตั้งค่าแรงให้กับนักศึกษาอาชีวศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแต่ละระดับว่าจะได้รับค่าตอบแทนรายละเท่าใด  (พอดีผมมีโอกาสได้อ่านการศึกษาการวิจัยเรื่องการกำหนดค่าตอบแทนของอนุกรรมาธิการอาชีวศึกษาวุฒิสภาชุดที่แล้ว)ที่ทำไว้ ก็เลยนำหลักการมาเผยแพร่ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อไป จากหลักการคำนวณจะเริ่มต้น "ค่าตอบแทนต่อชั่วโมง" อันเป็นหลักคิดสากลในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีวิธีการคิดคำนวณ ดังนี้: ตามกฎหมายแรงงาน 1 วันคือการทำงาน 8 ชั่วโมง การที่แรงงานไร้ฝีมือได้ค่าตอบแทน 300 บาทต่อวัน =300/8บาท/ชม. = 37.50 บาท/ชม. นี่คือค่าตอบแทนสำหรับแรงงานไร้ฝีมือ  ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปวช. ที่ใช้เวลาเรียน 3 ปีควรได้รับค่าตอบแทนเป็น 2 เท่าของแรงงานไร้ฝีมือ นั่นคือ = 2x37.5=75บาท/ชม. สำหรับผู้จบการศึกษาที่สูงกว่า ปวช. ให้คิดค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามจำนวนปีของหลักสูตรที่ศึกษา เรียกว่า ค่าวิชาการ เช่น
                             หลักสูตรสูงกว่า ปวช. 1 ปี ได้รับค่าวิชาการ เพิ่ม 5 บาท/ชม.
                             หลักสูตรสูงกว่า ปวช. 2 ปี  ได้รับค่าวิชาการเพิ่ม 10 บาท/ชม.
                             หลักสูตรสูงกว่า ปวช. 3 ปี  ได้รับค่าวิชาการเพิ่ม 15 บาท/ชม.
                             หลักสูตรสูงกว่า ปวช. 4 ปี   ได้รับค่าวิชาการเพิ่ม 20 บาท/ชม. 
 ดังนั้นผู้จบการศึกษา ระดับ ปวส.จะได้ค่าตอบแทน = 75+10 บาทต่อชม. = 85 บาท ต่อชม.
 ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสายปฎิบัติการ ได้รับค่าตอบแทน = 75+20บาท/ชม. =95บาท/ชม.
 ทำงาน  1 เดือน เท่ากับทำงาน 20 วัน เท่ากับการทำงาน  160  ชั่วโมง ดังนั้น
 ค่าตอบแทนต่อเดือนของผู้จบการศึกษา ระดับปวช. เท่ากับ
                                 75X160 = 12,000  ใช้ตัวเลข 12,000 บาท/เดือน
 ค่าตอบแทนต่อเดือนของผู้จบการศึกษา ระดับปวส.
                                 85X160 = 13,600 ใช้ตัวเลข 13,600 บาท/เดือน
 ค่าตอบแทนต่อเดือนของผู้จบการศึกษาปริญญาสายปำิบัติการเท่ากับ
                                 95X160 = 15,200  ใช้ตัวเลข 15,200 บาท/เดือน
ข้อเสนอที่กล่าวมาแล้วนี้ ผมคิดว่าระบบค่าตอบแทนก็ชัดเจนพอรับได้ในระดับหนึ่งนะครับ และอาจจะเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่จะสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนไทยตัดสินใจมาเรียนสายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นก็ได้นะครับ!